ประวัติจังหวัดอ่างทอง

                      อ่างทองในอดีตนั้น นับว่ามีคนอาศัยอยู่มานานหลายร้อยปี เพราะท้องที่ของอ่างทองเป็นที่ราบลุ่ม
        ลักษณะคล้ายอ่าง ไม่มีภูเขา ป่าและแร่ธาตุ ได้รับการหล่อเลี้ยงจากแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา
        และแม่น้ำน้อย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ได้อาศัยทำการเพาะปลูก อุปโภคบริโภค และการคมนาคมตลอดมา
        เมืองอ่างทอง ได้ชื่อนี้มาจากไหน มีการสันนิษฐานเป็น 3 นัย นัยแรกเชื่อว่า คำว่า “อ่างทอง”
       น่าจะมาจากลักษณะ ทางกายภาพของพื้นที่นี้ คือเป็นที่ราบลุ่มเป็นแอ่งคล้ายอ่าง ซึ่ึ่งเต็มไปด้วยทุ่งนา
       ที่ออกรวงเหลืองอร่ามเหมือนทอง  จึงเป็นที่มาของชื่อจังหวัดอ่างทอง และดวงตราของจังหวัด        
       เป็นรูปรวงข้าวสีทองอยู่ในอ่างน้ำ ซึ่งมีความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร
       และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ นัยที่สอง เชื่อว่าอ่างทอง น่าจะมาจากชื่อของหมู่บ้านเดิมที่เรียกว่า “บางคำทอง”  
       ตามคำสันนิษฐานของพระยาโบราณราชธานินทร ์(พร เดชะคุปต์)
       สมุหเทศาภิบาล มณฑลอยุธยา เมื่อครั้งที่กราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวเสด็จ
        ประพาสลำแม่น้ำน้อยและลำแม่น้ำใหญ่ใน พ.ศ. 2459 ว่า ชื่อของเมืองอ่างทองก็จะมาจากชื่อ บางคำทอง
        ซึ่งแต่งตั้งครั้งกรุงเก่า ว่าด้วยตามเสด็จพระราชดำเนินเมืองนครสวรรค์ ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
        จากกรุงเก่า “ลุถึงบางน้ำชื่อ คำทอง น้ำป่วนเป็นฟอง คว่างคว้าง” และบางกระแสก็ว่าอาจเพี้ยนมาจากชื่อ
        ของแม่น้ำลำคลองในย่านนั้น ที่เคยมีชื่อว่า “ปากน้ำประคำทอง” ซึ่งเป็นทางแยกแม่น้ำหลังศาลากลางจังหวัด         และส่วนในเข้าไปเรียกว่า “แม่น้ำสายทอง” ซึ่งปัจจุบันตื้นเขินใช้ไม่ได้แล้ว นัยที่สาม เชื่อว่าชื่ออ่างทอง
        น่าจะมาจากชื่อ บ้านอ่างทอง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวไว้
        ในหนังสือชุมนุมพระนิพนธ์ ์เรื่องสร้างเมืองไว้ตอนหนึ่งว่า   “เมืองอ่างทองดูเหมือนจะตั้ง
        เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวร เดิมชื่อเมืองว่า วิเศษชัยชาญ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย ที่ลงมาจากนครสวรรค์         
        อยู่มาแม่น้ำน้อยตื้นเขินฤดูแล้งใช้เรือ   ไม่สะดวก ย้ายเมือง ออกมาตั้งริมแม่น้ำพระยา
        ที่บ้านอ่างทองจึงเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองอ่างทอง”   ถึงแม้ว่าชื่อของจังหวัดอ่างทอง จะได้มาตามนัยใดก็ตาม         
        ชื่ออ่างทองนี้เป็นชื่อที่เริ่มมาในสมัยกรุงธนบุรี  หรือสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ เมื่อประมาณ 200 ปี
        ที่ผ่านมา ย้อนกลับไปในอดีต สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น อ่างทองเป็นที่รู้จักในนามของ  
        เมืองวิเศษชัยชาญ ดังนั้นการศึกษาความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ของเมืองอ่างทองนั้น
        หมายถึงการศึกษาความเป็นมาของดินแดนแถบนี้ย้อนกลับไปกว่า 1 พันปี   เป็นสมัยที่ชื่อเสียง
        ของเมืองอ่างทอง  ยังไม่ปรากฏ แต่มีหลักฐานแน่ชัดว่า มีดินแดนแถบนี้มานานแล้ว         
        และอาจจะสรุปได้ว่าดินแดนนี้   มีลักษณะเด่นชัดอย่างน้อย 2 ประการ คือ ความอุดมสมบูรณ์ที่เหมาะ
        แก่การทำเกษตรกรรม ทำให้มี มนุษย์ตั้งหลักฐานอยู่กันมานานนับพัน ๆ ปี และเป็นดินแดนที่มี
        ความสำคัญในแง่การ เป็นยุทธศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง
        ในสมัยทวาราวดีได้มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นเมืองแล้ว แต่เป็นเมืองใหม่ใหญ่โตนัก หลักฐานที่
        ยังเหลืออย
ูู่่่ในปัจจุบันก็คือ คูเมือง ที่บ้านคูเมือง ตำบลห้วยไผ่ อำเภอแสวงหา ซึ่ง นายบาสเซอลีเย
        นักโบราณคดี ชาวฝรั่งเศส และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้สำรวจพบสันนิษฐานว่าเป็นเมือง
        โบราณสมัยทวาราวดี ปัจจุบันนี้บ้านคูเมืองอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอแสวงหา ไปทางทิศเหนือ
        4 กิโลเมตร ในสมัยสุโขทัย ก็เข้าใจว่าผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยเช่นกัน และดินแดนอ่างทอง
        ได้รับอิทธิพลจากสุโขทัยด้วย โดยการสังเกตจากลักษณะของพระพุทธรูปสำคัญในท้องถิ่นที่อ่างทอง
         มีลักษณะเป็นแบบสุโขทัยหลายองค์ เช่น พระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง
         และพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกวรวิหาร อำเภอป่าโมก เป็นต้น ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาระยะต้น ๆ          สันนิษฐานว่าอ่างทอง คงเป็นชานเมืองของกรุงศรีอยุธยา เพิ่งจะยกฐานะเป็นเมืองมีชื่อว่า
         “แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ” เมื่อประมาณ พ.ศ.2127      โดยในพระราชพงศาวดารได้กล่าวถึง
         ชื่อเมืองวิเศษชัยชาญ เป็นครั้งแรกว่า สมเด็จพระนเรศวรเมื่อครั้งยังทราบเป็นมหาอุปราช
         และสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้เสด็จยกกองทับไปรบกับพระยาพระสิมที่เมืองสุพรรณบุรี          
         พระองค์ได้ทรงเสด็จโดยทางเรือจากกรุงศรีอยุธยา ไปทำพิธีเหยียบชิงชัยภูมิตัดไม้
         ข่มนาม ที่ตำบลลุมพลี พระองค์ได้ทรงเสด็จไปประทับที่แขวงเมืองวิเศษชัยชาญอันเป็นที่ชุมพล
         จึงสันนิษฐานว่า เมืองวิเศษชัยชาญ ได้ตั้งเมืองในแผ่นดินพระมหาธรรมราชา ตัวเมืองวิเศษชัยชาญ
         สมัยนั้น ตั้งอยู่ทางลำแม่น้ำน้อย ฝั่งตะวันออก หมู่บ้านตรงนั้นปัจจุบันยังเรียกว่า “บ้านจวน”
         แสดงว่าเป็นที่ตั้งจวน เจ้าเมืองเดิม ต่อมา สภาพพื้นที่และกระแสน้ำในแควน้ำน้อยเปลี่ยนแปลงไป
         การคมนาคมไปมาระหว่างแม่น้ำน้อย กับแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำเจ้าพระยา เดินทางติดต่อไม่สะดวก
         จึงย้ายที่ตั้งเมืองไปอยู่ที่ตำบลบ้านแห ตรงวัดไชยสงคราม (วัดกระเจา) ฝั่งขวาหรือฝั่งตะวันตก
         ของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกับขนานนามให้เป็นสิริมงคลแก่เมืองใหม่ว่า “เมืองอ่างทอง”
         ส่วนเมืองวิเศษชัยชาญยังคงเป็นเมืองอยู่ตลอดมาจนถึง พ.ศ. 2439 จึงลดลงเป็นอำเภอ เรียกว่า
         อำเภอไผ่จำศีล ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอวิเศษชัยชาญ จนถึงปัจจุบันกาลล่วงมาถึงพ.ศ. 2356
         พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดให้พระยาภูธร สมุหนายกไปเป็นแม่กองทำการเปิด
         ทำนบกั้นน้ำ ที่หน้าเมืองอ่างทอง เพื่อให้น้ำไหลไปทางคลองบางแก้วแต่ไม่สำเร็จ จึงย้ายเมืองอ่างทอง
        ไปตั้งที่ปากคลองบางแก้ว ตำบลบางแก้ว ท้องที่อำเภอเมืองอ่างทองฝั่งซ้ายของแม่น้ำพระยา
        จนถึงปัจจุบันนี้

                       เมืองอ่างทองมีท้องที่ต่อเนื่องกับกรุงศรีอยุธยา เสมือนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวง
         จึงมีประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกันหลายตอน เฉพาะที่สำคัญ ๆ มีดังนี้ ราว พ.ศ. 2122 ญาณพิเชียรมา
         ซ่องสุมคนในตำบลยี่ล้น ขุนศรีมงคลแขวง ส่งข่าวกบฎนั้นมาถวายสมเด็จพระมหาธรรมราชา
         โปรดให้พระยาจักรียกกำลังไปปราบปราม ตั้งทัพในตำบลมหาดไทย ญาณพิเชียรและพรรคพวก
         ก็เข้าสู้รบกับพระยาจักรี เจ้าพระยาจักรีเสียชีวิตในการสู้รบ พวกชาวบ้านก็เข้าเป็นพวกญาณพิเชียร
         ญาณพิเชียรติดเอาเมืองลพบุรี ก็ยกกำลังไปปล้นเมืองลพบุรี จึงเกิดรบกับพระยาสีหราชเดโช
         ญาณพิเชียรถูกยิงตาย พรรคพวกกบฏก็หนีกระจัดกระจายไป กบฏญาณพิเชียร นับว่าเป็นเหตุการณ์
         สำคัญมากเหตุการณ์หนึ่ง ที่ชาวบ้านยี่ล้นและชาวบ้านมหาดไทย แขวงเมืองวิเศษชัยชาญเข้า
        ไปเกี่ยวข้องด้วย พ.ศ. 2128 พระเจ้าเชียงใหม่ยกกองทัพมาตั้งที่บ้านสระเกศ ท้องที่ตำบลไชยภูมิ
        อำเภอไชโย สมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถยกกองทัพไปถึงตำบลป่าโมก ก็พบทหารพม่า
        ซึ่งลงมาเที่ยวรังแกราษฎร ทางเมืองวิเศษชัยชาญ จึงได้เข้าโจมตีทหารพม่าล่าถอยไป พระเจ้าเชียงใหม่
        จึงได้จัดกองทัพยกลงมา สมเด็จพระนเรศวรจึงดำรัสสั่งให้พระราชมนูคุมกองทัพขึ้นตระเวนดูก่อน
        กองทัพระราชมนูไปปะทะกับกองทัพ พม่าที่บ้านบางแก้ว สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปถึงบ้านแห
        จึงมีดำรัสให้ข้าหลวงขึ้นไปสั่งพระราชมนูให้ทำเป็นถอยทัพกลับมา แล้วพระองค์ก็โอบล้อมรุกไล่
        ตีทัพพม่าแตกทั้งทัพหน้าและทัพหลวง จนถึงที่ตั้งทัพพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านสระเกศ กองทัพของ
        พระเจ้าเชียงใหม่ จึงแตกพ่ายกลับไป พ.ศ. 2130 พระเจ้ากรุงหงสาวดียกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา
        ทหารไทยได้เอาปืนลงเรือสำเภา ขึ้นไประดมยิงค่ายหลวงพระเจ้าหงสาวดี จนพระเจ้าหงสาวดี
        ทนไม่ไหวต้องถอยทัพหลวงกลับขึ้นไปตั้งป่าโมก สมเด็จพระนเรศวรเสด็จโดยขบวนทัพเรือตามตี
        กองทัพหลวงของพระเจ้าหงสาวดีไปจนถึงป่าโมก จนพม่าแตกพ่ายถอยทัพกลับไป พ.ศ. 2135  
        สมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถยกทัพจากรุงศรีอยุธยาไปตั้งที่ทุ่งป่าโมก แล้วยกทัพหลวงไป
        เมืองสุพรรณบุรีทางบ้านสามโก้ และทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาที่ตำบลตระพังตรุ
        หนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ เมืองสุพรรณบุรี จนมีชัยชนะยุทธหัตถีในครั้งนั้น พ.ศ. 2147
        สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถยกกองทัพไปกรุงอังวะเสด็จเข้าพักพล ที่ตำบลป่าโมก
        แล้วเสด็จไปทางชลมารค ขึ้นเหยียบชัยภูมิตำบลเอกราช อำเภอป่าโมก ตัดไม้ข่มนามตามพระราชพิธี
        ของพรามหมณ์แล้วยกทัพไป แต่สวรรคตเสียที่เมืองหางหรือเมืองห้างหลวง สมเด็จพระเอกาทศรถ
        นำพระบรมศพกลับกรุงพร้อมด้วยพระเกียรติและในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ที่ 8
        (พระเจ้าเสือ) พระองค์ได้ปลอมพระองค์เป็นสามัญชน ไปในงานฉลองพระอาราม ได้ทรงชกมวย
        ได้ชัยชนะถึง 2 ครั้ง สถานที่ทรงเสด็จไปก็คือ บ้านพระจันตชนบท แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ
         เชื่อกันว่างานฉลองวัดที่เสร็จไปนั้นอาจเป็นวัดโพธิ์ถนน หรือวัดถนน ซึ่งเป็นวัดร้าง อยู่ในตำบล
         ตลาดกรวด (อำเภอเมืองอ่างทอง) นั่นเอง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าดินแดนของอ่างทอง
         ยังคงความสำคัญต่อเมืองหลวง คือ กรุงศรีอยุธยาเมื่อมีงานนักขัตฤกษ์ของสามัญชนที่เลื่องลือเข้า
        ไปถึงพระราชวังในเมืองหลวง แม้แต่พระมหากษัตริย์ก็ทรงสนพระทัยที่จะทอดพระเนตร
         และทรงเข้าร่วมด้วยกันอย่างสามัญ พ.ศ. 2269 ในสมัยแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ พระองค์ได้เสด็จไป
         ควบคุมชลอพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก เพราะปรากฏว่าแม่น้ำเจ้าพระยาตรงหน้าวัดป่าโมก
         น้ำเซาะกัดตลิ่งจนทำให้พระวิหารพระพุทธไสยาสน์อาจพังลงได้จึงทรงรับสั่งให้ทำการชลอ
         พระพุทธไสยาสน์เข้าไปประดิษฐานห่างฝั่งออกไป 150 เมตร กินเวลาทั้งหมดกว่า 5 เดือน
         เนื่องจากเมืองอ่างทองเคยเป็น ยุทธภูมิระหว่างทหารไทยกับทหารพม่าหลายครั้ง จึงมีบรรพบุรุษ
         ของเมืองอ่างทองได้สร้างวีรกรรมอันกล้าหาญในการรบกับพม่าหลายท่าน เช่น นายแท่น
         นายโชติ นายอิน นายเมือง ทั้งสี่ท่านเป็นชาวบ้านสีบัวทอง (ตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหา ในปัจจุบัน)
         และมีนายดอก ชาวบ้านกรับ และ นายทองแก้ว ชาวบ้านโพธิ์ทะเล ทั้งสองท่านเป็นชาวเมือง
         วิเศษชัยชาญ ได้ร่วมกับชาวไทยอีก 400 คนเศษ สู้รบกับพม่าอยู่ที่ค่ายบางระจันซึ่งสมัยนั้นอยู่
         ในแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ และสนามรบ ส่วนใหญ่อยู่ในท้องที่อำเภอแสวงหา วีรกรรม
         อันกล้าหาญชาญชัยของนักรบไทยค่ายบางระจัน สมัยนั้น เป็นที่ภาคภูมิใจและประทับอยู่ในความทรงจำ
         ของคนไทยทุกคนตลอดมา ประชาชนชาวเมืองอ่างทอง จึงพร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ เพื่อเป็นอนุสรณ์
         แก่นายดอก และนายทองแก้ว ไว้ที่บริเวณวัดวิเศษชัยชาญ อำเภอวิเศษชัยชาญ โดยที่สมเด็จพระบรม
        โอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินมาทรงกระทำพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 25
         มีนาคม 2520 ดังนั้นในวันที่ 25 มีนาคมของทุกปี ชาวเมืองอ่างทอง จึงได้กระทำพิธีวางมาลา
         สักการะอนุสาวรีย์นายดอก นายทองแก้ว เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณความดี ในวีรกรรมความกล้าหาญ
         ของท่านเป็นประจำทุกปี.........