อีเมล์/เลขบัตรประชาชน :
รหัสผ่าน :
ลืมรหัสผ่าน
บริการประชาชน
น้องต้นข้าว
08.41
น้องต้นข้าว
สวัสดีจ้า...วันนี้มีอะไรให้ช่วย ถามน้องต้นข้าวมาได้เลย จะรีบไปหาคำตอบให้นะครับ
08.41
ภาพกิจกรรม
ปลัดมหาดไทยลงพื้นที่ติดตามและมอบแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนและความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมเน้นย้ำ ต้องสร้างทีมจิตอาสาในทุกตำบล เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืน

วันนี้ (21 ก.ค. 65) เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมวิเศษชัยชาญ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดอ่างทอง อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบแนวทางการดำเนินงานขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดอ่างทอง โดยมี นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง นางสาวเอกรัตน์ นาคาคง นายศักดิ์ดา บรรดาศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง นายปริญญา เขมะชิต ปลัดจังหวัดอ่างทอง นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช หัวหน้าสำนักงานจังหวัดอ่างทอง พลตำรวจตรี วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายที่มุ่งมั่นในการลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมไทย โดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” จึงได้กำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประชาชน ซึ่งจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นจังหวัดแรกที่นำร่องใช้งานระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform : TPMAP) ที่พัฒนาระบบโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและทีมวิจัยการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) จนประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจน สามารถลดจำนวนครัวเรือนกลุ่มคนเปราะบางถึงร้อยละ 77 ภายในเวลา 1 ปี เกิดเป็น “สมุทรสงครามโมเดล” ขึ้น กระทั่งรัฐบาลได้กำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยกลไกศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) ซึ่งมีกลไกตั้งแต่ระดับนโยบาย และในระดับพื้นที่ ทั้ง ศจพ. จังหวัด ศจพ. อำเภอ ทีมปฏิบัติการตำบล และทีมพี่เลี้ยง โดยใช้ข้อมูลจากระบบ TPMAP เป็นเป้าในการลงไปสำรวจ Re X-Ray ข้อมูล โดยกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมการปกครองพัฒนาแพลตฟอร์ม ThaiQM เพื่อใช้ในการค้นหาสภาพปัญหาเพิ่มเติมจากระบบ TPMAP เพราะอาจจะมีพี่น้องประชาชนที่กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนในมิติอื่น ๆ นอกเหนือจากความยากจนในระบบ TPMAP เช่น มีลูกหลานติดยาเสพติด มีบ้านแต่ไม่มีเลขที่บ้าน ก็เป็นปัญหาความเดือดร้อนที่ท่านนายอำเภอและทีมงานต้องบันทึกลงในระบบเพื่อให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้อย่างครอบคลุมครบถ้วน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่างแท้จริง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากการรายงานข้อมูลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาความยากจนและความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนของจังหวัดอ่างทอง ทั้งฐานข้อมูลจากในระบบ TPMAP และแพลตฟอร์ม ThaiQM นับเป็นผลงานของการประสบความสำเร็จในขั้นต้น เช่น กรณีมีบ้านแต่ไม่มีเลขที่บ้าน ที่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายจนทำให้พี่น้องประชาชนสามารถมีเลขที่บ้าน จะส่งผลดีต่อการบริหารพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญ 3 ประการ คือ 1) ทำให้ทางราชการมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องว่ามีบ้านเรือนกี่หลัง บริเวณใดบ้าง และในแต่ละหลังมีคนมีรายได้เท่าใด 2) ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานของรัฐได้ ทั้งเรื่องมิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟ และ 3) ทำให้เกิดประโยชน์ในด้านการวางแผนพัฒนาเมือง สร้างความมั่นคงทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

“กระทรวงมหาดไทย ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลให้เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาความยากจนและความเดือดร้อนทุกเรื่องที่พี่น้องประชาชนกำลังประสบอยู่และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวประชาชนเอง ซึ่งนับเป็นโอกาสดีในวาระครบ 130 ปีการสถาปนากระทรวงมหาดไทยที่ได้ดำเนินการควบคู่มากับการปฏิรูประบบราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ทุกกระทรวงมีจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อทำนุบำรุงให้ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน มีความมั่นคง ทั้งนี้ ประเทศชาติหรือพื้นที่จะมั่นคง “คนต้องมีความสุข” ดังนั้น เมื่อเราได้รู้ได้ทราบข้อมูล/ข้อเท็จจริงของสภาพปัญหาแล้ว เป็นหน้าที่ของข้าราชการทุกคนต้องช่วยกันจำแนกกลุ่มของปัญหาให้ได้ ให้ชัดเจน และจัดระบบการแก้ไขปัญหา การติดตามความก้าวหน้า ด้วยการบูรณาการให้เกิดการขจัดปัญหาให้หมดไปย่างยั่งยืน ด้วยการต้องมีเจ้าภาพหลักในแต่ละเรื่อง หรือในบางเรื่องอาจต้องมีเจ้าภาพแก้ไขปัญหาและพัฒนาในแต่ละประเด็นย่อย เช่น ปัญหายาเสพติด มิติด้านการปราบปรามเป็นหน้าที่ของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด การบำบัดรักษาเป็นหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาล เรื่องการฟื้นฟูคืนคนดีสู่สังคม เป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภาคีเครือข่าย ผู้นำภาคประชาชน และคนในสังคม ซึ่งแน่นอนว่า ในทุกบ้าน ในทุกสังคม ต้องมีหัวหน้าครอบครัว “จังหวัดก็ต้องมีผู้นำ” คือ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะนายกรัฐมนตรีของจังหวัด “อำเภอก็ต้องมีผู้นำ” คือ ท่านนายอำเภอในฐานะนายกรัฐมนตรีของอำเภอ ที่เป็นโซ่ข้อกลางระหว่างพื้นที่และส่วนกลาง โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ และข้าราชการในสังกัดกระทรวง กรม ต่าง ๆ รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นรัฐมนตรีช่วยบริหารงานในทุกเรื่อง ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต้องต้องรับรู้และช่วยเหลือเกื้อกูลให้การปฏิบัติงานของกระทรวง กรมต่าง ๆ ในพื้นที่ของท่านเป็นไปอย่างเข้มข้น ทั้งในเชิงคุณภาพ เชิงพื้นที่ และเชิงปริมาณ พร้อมทั้งกระตุ้นปลุกเร้า ปลุกพลังในตัวข้าราชการในพื้นที่ไม่ว่าจะสังกัดกระทรวงหรือกรมใด ให้ทุกคนมีไฟ มีจิตใจที่รุกรบ พร้อมจะขับเคลื่อนงานราชการเพื่อสร้างประโยชน์สุขและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการ “สร้างทีมจังหวัด” และ “ทีมอำเภอ” โดยรวมพลังของคนที่มีความรัก ความหวงแหนแผ่นดินเกิด และมีจิตสาธารณะ จิตเสียสละ จิตอาสาโดยไม่ต้องมีผ้าพันคอ ซึ่งต้องค้นหาให้เจอ และลงไปคลุกคลีตีโมง พูดคุย หารือ กระตุ้น ย้ำเตือนกับทีมงานให้มากขึ้น ทั้งทีมที่เป็นทางการ คือ คณะกรรมการหมู่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อปลุกจิตสำนึกแห่งการทำหน้าที่ที่สมบูรณ์แบบให้เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ต้องสร้างและขยายทีมเป็น “ทีมตำบล” ให้เพิ่มขึ้นในทุกตำบลของพื้นที่อำเภอ ด้วยการน้อมนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “บวร” “บรม” “ครบ” โดยเชิญชวนทุกภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารสังคม มาร่วมเป็นทีม ซึ่งในส่วนของภาคีเครือข่ายสื่อสารมวลชน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงแต่เฉพาะผู้มีวิชาชีพสื่อสารมวลชน แต่ “ทุกคนสามารถเป็นสื่อมวลชนได้” เพราะทุกคนมีสื่อในมือที่สามารถสื่อสารได้ ทั้งการรายงานผู้บังคับบัญชา และรายงานข้อมูลข่าวสารไปยังเพื่อน มิตรสหาย รวมทั้งสมาชิกในสังคม ซึ่งจะทำให้เกิดการสนธิกำลังแห่งการพัฒนาให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย